บทที่ 4 ความเชื่อใจ
ตอนที่ 4 ความเชื่อใจ
“จิ๊...ขอโทษที่อาจทำให้ คุณสองคนเข้าใจผิดกัน...แต่เราไม่มีอะไรกัน....จริงๆ นะ” ใบหน้าแสนซื่อรับกับดวงตาใส ขัดกับรอยยิ้มยั่วยวน
“ไอ้คนเลว!” มือยาวยื่นคว้าออกไป หวังใช้มันตบตีทำร้ายคนที่บังอาจแตะต้องคนรักตน แต่มันลอยไปได้เพียงครึ่งทางเพราะระหว่างนั้นร่างหนาหันมาแล้วกระชากคนเดินที่ยืนอยู่ด้านหลังจนเกือบพลัดตกบันได
“หุบปากของเธอซะ” มือหยาบคว้าคอเรียวบีบน้ำหนักลงไป ใบหน้าเล็กแดงก่ำเพราะช่องอากาศถูกบีบ
“คุณเปลว...ใจเย็นๆ ครับ” ก้านวิ่งเข้ามาแล้วยืนมองสลับไปมาระหว่างคนหลงทางกับเจ้านาย เหมือนไม่มั่นใจว่าจะเข้าไปช่วยเหลือเจ้าหลงดีหรือไม่
“ลากมันไปแล้วขังไว้ในกรงหมา”
“อะไรนะครับ”
“ไม่ได้ยินหรือไง ฉันบอกให้เอามัน...ไปขังไว้ในกรงหมา” เสียงแข็งตวาดดังจนหมาสามตัวที่นอนกองอยู่ตรงประตูทางเข้าด้านหน้าสะดุ้งดีดตัวลุกขึ้นมาเห่าสองสามที
“เอ่อ...เจ้าหลง”
“ไม่ต้องห่วง ฉันนอนตรงไหนก็ได้ทั้งนั้น...ส่วนคุณ...ชื่อจีนใช่มั้ยครับ ค่อยๆ คุย ค่อยๆ ปรับความเข้าใจกันนะ ไอ้เรื่องเข้าใจผิดแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก...หึ...เชื่อใจคนรักไว้นะครับ เขาน่ะไม่ได้แตะต้องผมหรอก หึ หึ หึ หึ” กางเกงขายาวถูกดึงขึ้นมาสวมกลับเข้าที่เดิม คนที่ถูกสั่งนำตัวไปขังในกรงหมาไม่มีทีท่าหวาดกลัวตกใจแม้แต่น้อย
กรงนอนสุนัขขนาดใหญ่ถูกทำขึ้นจากตะแกรงเหล็กเชื่อมเข้าด้วยกัน ตั้งอยู่บริเวณใต้ชายคาด้านข้างตัวบ้าน มีผนังกั้นทำคล้ายโรงจอดรถ หากแต่ในนี้ไม่มีรถยนต์จอดอยู่ นอกจากถาดใส่อาหารและน้ำสำหรับหมา เบาะผ้ารองนอนสามอันวางเรียงปูลาดอยู่ด้านใน เจ้าของกรงใหญ่เป็นสุนัขพันธุ์ไทยสามตัว ยืนจ้องมองผู้อาศัยคนใหม่ก่อนจะขยับเข้ามาใกล้แล้วใช้จมูกสูดดมฟุดฟิด
“ไงเจ้าหมาน้อย ต่อไปนี้...ขอฝากตัวด้วยนะ” ร่างเล็กคลานเข้าไปแล้วใช้แผ่นหลังพิงกรงด้านหนึ่ง เปลือกตาบางค่อยๆ ปิดลงอย่างช้าๆ พร้อมกับสีหน้าผ่อนคลายเหมือนมีเรื่องชอบใจยินดี
“เมื่อคืนก่อน คุณบอกว่าต้องรีบกลับ เลยไม่ได้อยู่ค้างในเมืองกับผม หรือว่าแท้จริงแล้ว คุณมีเด็กคนนั้นรออยู่”
“มันไม่ใช่อย่างนั้น ผมมีธุระจริงๆ ส่วนกา...ส่วนเจ้าหลง ผมเจอเขาระหว่างทางกลับบ้าน เขาถูกทำร้ายได้รับบาดเจ็บ แถมยังความจำเสื่อม ผมเลยช่วยให้เขามาพักที่บ้าน...มันก็แค่นั้น”
“เท่านั้นจริงหรือ”
“ใช่...จีน ผมไม่ได้รู้สึกหรือว่าคิดอะไรเกินเลยกับ...เขาแม้แต่น้อย ส่วนเรื่องเมื่อกี้มันแค่เรื่องเข้าใจผิด คนเจ้าเล่ห์นั่น แค่อยากปั่นหัวเราเท่านั้น...ผมไม่อยากให้คุณหลงกลคนเจ้าเล่ห์อย่างเขา” มือหยาบคว้ามือคนรักไปกุมไว้ พยายามพูดอธิบายให้อีกฝ่ายเชื่อในความจริง
“ไหนคุณบอกว่าเขาความจำเสื่อม ถ้าเขาความเสื่อม...เขาจะปั่นหัวคุณไปเพื่ออะไร แล้วทำไมคุณถึงไม่พาเขาไปส่งโรงพยาบาลหรือว่าส่งตำรวจ ให้เขาช่วยหาครอบครัวหรือว่าหาญาติ ทำไมต้องพากลับมาบ้าน”
“เพราะว่า...เขาเป็นคนที่ผมเคยรู้จัก” น้ำลายก้อนใหญ่ถูกกลืนหายลงไปในลำคอ สายตาเหม่อมองผ่านออกไปนอกหน้าต่างกระจกใส
“คุณเคยรู้จักเขาอย่างนั้นหรือ....เขาเป็นใคร เกี่ยวข้องอะไรกับคุณ” มือนุ่มกระชากหัวไหล่นั้นให้กลับมา
“ผมว่าเราอย่ามาทะเลาะกันเพราะเรื่องนี้เลยนะครับ ผมขอยืนยันว่าผมกับเจ้าหมาหลงนั่น เราไม่ได้มีอะไรกันจริงๆ เชื่อใจผมนะครับ” แขนสองข้างโอบเอวบางแล้วกระชับร่างนั้นเข้ามากอด
“ก็ได้ ผมจะตัดใจยอมเชื่อคุณสักครั้ง แต่ผมบอกเอาไว้ก่อนนะครับ...ผมให้แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น” ใบหน้าหล่อละมุนเชิดเอียงให้อีกฝ่ายรู้ว่ากำลังงอน จนอีกฝ่ายจำต้องเอียหน้าลงมาง้อด้วยจูบหวาน
"ครับ...ผมรักคุณนะ"
“จะกลับแล้วอย่างนั้นหรือครับ”
คนที่นั่งหลับตาอย่างสบายอารมณ์ อยู่ภายในกรงสุนัขใหญ่ร้องทักคนรักเจ้าของบ้าน หลังจากชายหนุ่มทั้งสองหายหน้าไม่โผล่ออกมานานร่วมครึ่งวัน แน่นอนว่าเขาไม่ต้องเปลืองสมองขบคิดอะไรเพราะเดาได้ว่าคนทั้งคู่คงใช้เวลางอนง้อกันอยู่ภายในห้องที่เขาพังมันจนเละหรือบางทีเจ้าของบ้าน อาจย้ายสวรรค์ไปไว้ในห้องนอนใหม่ที่เรียบร้อยกว่า หากไม่อยากให้แฟนหนุ่มเห็นภาพบาดตาในห้องเดิม
“ฉันขอเตือน ให้เธออยู่ห่างจากแฟนฉันเอาไว้” ร่างสูงขยับก้าวขาเข้ามายืนแสยะยิ้มมองกรงเหล็กอย่างหยามหยัน
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า อันที่จริง ผมพยายามจะหนีจากเขาอยู่ แต่ผมก็ไม่รู้ว่าทำไม...เขาตามผมกลับมาทุกที” โซ่เส้นใหญ่ตรงข้อเท้าถูกยกขึ้นมาแกว่งเล่นอย่างสบายใจ เหมือนต้องการบอกเป็นนัยว่าคนรักของอีกฝ่ายหวงแหนเขาแค่ไหน ถึงได้ลงทุนล่ามโซ่ใส่กุญแจขังกรงอย่างนี้
“คุณเปลว...เขาแค่สงสารหมาไม่มีที่ไปอย่างเธอเท่านั้น”
“จิ๊ จิ๊ จิ๊ คุณรู้ไหมครับ ว่าความสงสาร มันมีพลังอำนาจแค่ไหน”
“แกหมายความว่ายังไง”
“ดูจากหน้าตาท่าทางของคุณแล้วก็ดูฉลาดดี ผมพูดสั้นๆ เท่านี้ ที่เหลือคุณลองไปคิดดูเอาเองก็แล้วกัน...”
“อย่าพยายามมาปั่นให้เราสองคนทะเลาะกัน มันไม่สำเร็จหรอก เธอเป็นแค่หมาในกรงของเขาเท่านั้น อย่าคิดอ่านทำอะไรที่มันเกินตัว” ดวงตาสวยถลึงมองคนที่นอนในกรง
“พนันกันมั้ยล่ะครับ” คนที่ขดตัวนั่งอยู่ในกรงใหญ่ค่อยๆ คลานมาหาอย่างช้าๆ มือเรียวเกาะเหล็กเส้นเล็กนั้นจงใจส่งยิ้มหวานไปกับสายตาเย้ายวน
“พนันอะไร”
“พนันว่าเขาจะเรียกหาผมอีกหรือเปล่ายังไงล่ะ...ผมว่าวันนี้คุณกลับไปก่อนดีกว่า เพราะคุณอยู่แบบนี้...มันทำให้เราสองคนทำอะไรไม่สะดวก”
“เขาบอกกับฉัน เขาจะไม่แตะต้องแกอีก”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไม่คิดว่าคุณจะไร้เดียงสาขนาดนี้ ความรักเนี่ย...มันทำให้คนฉลาด กลายเป็นคนโง่ได้จริงๆ สินะ ถ้าคุณสบายใจที่จะเชื่ออย่างนั้นก็ตามใจ ผมไม่ว่าอะไรหรอก เพราะยิ่งคุณเชื่อใจเขามากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งเป็นผลดีกับผมเท่านั้น”
“ไอ้หมาจรจัด หุบปากของแกเดี๋ยวนี้” รองเท้าราคาแพงถูกสะบัดเตะมายังประตูกรงหมาเสียงดังโครมใหญ่ ใบหน้าขาวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีชมพูเข้มเพราะความโกรธ
“ปลายหัวหยักแต่จับถนัดมือ ไซต์ห้าสิบแปด ความยาวสิบนิ้วเห็นจะได้อาจเกินมานิดหน่อยเพราะตอน อมเข้าไปมันไหลลงไปเกือบถึงคอหอยแน่ะ ขนาดกำลังดีว่ามั้ยครับ ผมบอกตามตรงว่ามันทำให้ผมเสียวจนสะใจ เวลามันสอดลึกเข้าไป ซี้ดดดดด...อ๊า” ปลายนิ้วสีชมพูขยับถูไปมาตรงยอดอกบนไตเนื้อสีหวาน อีกมือนั้นล้วงลึกเข้าไปใต้กางเกงผ้า
“นี่แก!”
“เสียดาย...เมื่อเช้า....ผมยังไม่อิ่มเลย...”
“อ้ากกกกกก” ฝ่าเท้าทั้งสองข้างเตะถีบกรงใหญ่อย่างบ้าคลั่ง กระถางต้นไม้ ก้อนหินใกล้มือถูกยกขึ้นมาทุ่มใส่ หากแต่ไม่มีสิ่งใดทำอันตรายคนที่นั่งยิ้มสาแก่ใจอยู่ภายในกรง หมาสามตัววิ่งกลับมาจากป่าด้านข้างยืนเห่าคนรักของเจ้านายเสียงขรม
“เกิดอะไรขึ้นครับคุณจีน” ก้านเด็กหนุ่มวิ่งหน้าเริดยืนมองอย่างไม่เข้าใจเพราะแต่ไหนแต่ไรมา แฟนหนุ่มของเจ้านายไม่เคยมีกิริยาอาการเกรี้ยวกราดน่ากลัวอย่างนี้มาก่อน
“เปิดกรงกูจะฆ่ามัน กูบอกให้เปิดกรง!”
“คุณจีนทำไมครับ เจ้าหลงทำอะไรให้คุณโกรธอย่างนั้นหรือ”
“กูบอกให้มึงเปิดกรง วันนี้กูต้องสั่งสอนมันให้รู้สำนึก ว่าไม่ควรมายุ่งกับของของกู เปิด! กูบอกให้มึงเปิดไง!”
เมื่ออีกคนละล้าละลังไม่ทันใจ หนุ่มหน้าสวยจึงใช้สถานะเจ้านายแย่งชิงพวงกุญแจมาจากมือ จากนั้นไขเปิดแล้วกระชากเส้นผมนุ่มขยุ้มดึงคนถูกตีตรวนล่ามขาด้วยโซ่เส้นใหญ่ออกมาจากกรง แล้วลงมือตบตีทำร้ายอย่างไร้ความปรานี โดยที่อีกฝ่ายไม่ได้โต้ตอบ หากแต่เพียงส่งเสียงร้องออกมาดังๆ ซ้ำยังหน้าเงยเยาะเย้ยท้าทายให้อีกฝ่ายฟาดฝ่ามือซ้ำๆ
“จีนนั่นคุณทำอะไร” เจ้าของบ้านวิ่งลงมาแล้วหยุดมือบางไว้กลางอากาศ
“สั่งสอนมัน...ให้มันรู้ว่าอย่าบังอาจมายุ่งกับผัวคนอื่น”
เพียะ มือว่างอีกข้างตบลงมาเต็มแรง จนใบหน้าหวานช้ำแดงสะบัดฟุบลงไปตามแรงมือ ฟันคมถูกคนความจำเสื่อม แต่ยังคงความเจ้าเล่ห์แสนมารยากดกัดเฉือนริมฝีปากบางจังหวะพ้นห่างสายตาคน เลือดสีแดงไหลเอ่อล้นจนกบกรอบปาก ปรากฏชัดต่อสายตาสามคู่
“สมน้ำหน้า ทีนี้จำใส่หัวแกเอาไว้ อย่าได้คิดเข้าใกล้ผัวกูอีก” ปลายนิ้วชี้จิ้มลงกลางหน้าผากแคบ
“พอแล้ว...จีน”
“ทำไมครับ คุณห่วงมันมากนักหรือ”
“ผมไม่ได้ห่วง แต่คุณไม่ควรไร้เหตุผลแบบนี้ ผมบอกคุณไปแล้วว่าผมกับเจ้าหลงเราไม่ได้มีอะไรกัน”
“ได้...ถ้าคุณไม่ได้ห่วงมันละก็...ถ้าอย่างนั้นดูนี่นะ”
ผัวะ! ท่อนขายาวเหวี่ยงเตะออกไปเต็มแรง หลังเท้าซึ่งเป็นรองเท้าขัดจนเงาอัดเข้าปลายคางจนคนที่นั่งคุกเข่าอยู่ด้านล่างล้มลงไปนอนฟุบแน่นิ่งไม่ไหวติง
“คุณจะบ้าหรือจีน” เจ้าของบ้านตรงเข้าไปประคองร่างนั้นขึ้นมาแล้วจับเขย่าตัวเบาๆ พร้อมกับเอ่ยปากเรียกชื่อหมาหลง
“ปล่อยมันเดี๋ยวนี้ ไหนคุณบอกว่าไม่ได้เป็นห่วงมันยังไงละ” เสียงแหลมตวาดสูง
ใบหน้าคมหันไปมองชายคนรักเพียงชั่วครู่ จากนั้นช้อนเอาร่างเล็กไร้สติขึ้นมาจากพื้นก่อนจะพาเดินกลับเข้าไปในบ้าน ได้ยินเสียงตะโกนไล่หลังมาให้วางคนแปลกหน้าคืนลงไปบนพื้นดิน ลูกน้องคนสนิทตาลีตาเหลือกวิ่งแซงหน้าไปเปิดอ้าบานประตูแล้วจัดแจงปรับเบาะโซฟาใหญ่ให้มันเอนกว้างมากขึ้น
“วางมันลงเดี๋ยวนี้ คุณเปลวผมบอกให้วางมันลง” เล็บแข็งข่วนท่อนแขนยื้อแย่งกระชากร่างบางหล่นลงพื้น โชคดีที่ร่างนั้นถูกประคองให้ร่วงลงไปบนเบาะนุ่ม
“คุณจีน ผมบอกคุณแล้วว่าผมกับเขาไม่ได้มีอะไรกัน ผมอธิบายไปหลายครั้งแล้ว ผมคิดว่าคุณจะเข้าใจซะอีก เอาล่ะวันนี้เย็นมากแล้ว เดี๋ยวคุณจะขับรถลงเขาแล้วเข้าเมืองลำบาก คุณรีบกลับบ้านไปเถอะ”
“ไม่ผมเปลี่ยนใจแล้ว คืนนี้ผมจะนอนที่นี่”
“นี่คุณไม่ไว้ใจผมอย่างนั้นหรือ”
“ผมไม่ไว้ใจมัน ถ้าคุณยังเห็นผมสำคัญ ก็เอามันออกไป...ให้มันกลับไปนอนในกรงหมาอย่างเดิม” ฝ่าเท้ากระทืบถีบโซฟาโครมใหญ่แต่คนที่นอนสลบไสลอยู่ด้านบนยังคงแน่นิ่งไม่ไหวติง
“จีน”
“ทำให้ผมเชื่อใจคุณสิ...ถ้ามันไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับคุณ จะแคร์ทำไมว่ามันจะเป็นหรือตาย”
“เฮ้อ...ก้าน เอาเจ้าหลงกลับลงไปนอนในกรง”
"เอ่อ....ครับ"
"พอใจคุณแล้วใช่มั้ย"
เปลือกตาบางถูกขยับเปิดออกอย่างช้าๆ เมื่อเสียงฝีเท้าเดินห่างไปไกลพอสมควร รอยยิ้มเจ้าเล่ห์กระตุกเหยียดขึ้นมาอย่างพอใจ นิ้วมือไล้ลูบไปบนใบหน้าซึ่งถูกฝ่ามือขาวฟาดลงมาเมื่อช่วงเย็น
“หึ ฉันเอาคืนแน่...ถ้าถึงวันนั้น หวังว่าแกจะไม่คลั่งจนเป็นบ้าตายไม่ซะก่อนหรอกนะ...จีน” คนแกล้งสลบเอนตัวลงพิงกับกรงหมา
“ห่วงมันมากนักหรือครับ ถึงกับนอนไม่หลับทีเดียว”
“ผมแค่ออกมาสูบบุหรี่”
“ระเบียงห้องนอนของเราก็มีนี่ครับ ทำไมต้องลงมาสูบตรงนี้ด้วย” คนที่หัวใจเต็มไปด้วยความหวาดระแวงเอ่ยถามเสียงแข็ง
“จีน นี่คุณไม่เชื่อใจผมอย่างนั้นหรือ ผมเหนื่อยที่จะอธิบายแล้วนะครับ”
“คุณจะให้ผมเชื่อได้ยังไง ในเมื่ออะไรหลายๆ อย่างมันดูขัดหู ขัดตา ย้อนแย้งกันไปหมด”
“เฮ้อ....คุณกลับขึ้นห้องไปก่อนเถอะ ผมขอสูบบุหรี่มวนนี้เสร็จ แล้วจะขึ้นไป” เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ทำให้คนที่ไม่สบายใจอยู่แล้วยิ่งร้อนรนหนักขึ้น
“ไม่ครับ แค่บุหรี่มวนเดียว ผมรอได้” สีหน้าบึ้งตึงของคนที่จิตใจใฝ่ระแวงไม่เป็นสุขปรายหางตามองฝ่าความมืดอันเงียบสงัดของบ้านกลางเขาไปยังโรงเลี้ยงสุนัขด้านข้างด้วยความไม่สบายใจ
เด็กหนุ่มชื่อก้านเอาจานอาหารมาส่งให้ในช่วงเช้า เป็นข้าวเหนียวกับไข่เจียวหอมๆ นอกจากนั้นยังมียาเนื้อครีมหลอดเล็ก สำหรับทาแก้ฟกช้ำวางคู่มาด้านข้าง ส่วนอาหารในกะละมังสามใบเป็นอาหารสำเร็จรูปยี่ห้อดี
“เป็นยังไง นอนในกรงหมาหลับสบายดีหรือเปล่า” คนรักหน้าร้ายของชายหนุ่มรูปหล่อเจ้าของบ้านเดินมายืนกอดอกมองคนในกรงขังสายตาเหยียดหยาม
“ผมคิดว่า...การที่ผมนอนในกรงหมา น่าจะหลับฝันดีกว่าคนที่นอนอยู่บนเตียงอุ่นๆ แต่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง”
“แกไอ้หมาจรจัดน่ารังเกียจ…ถึงแม้ว่าที่ผ่านมา แกอาจทำให้เปลวเผลอไผล ถ้ามันจะเลยเถิดไปสักครั้งสองครั้ง ฉันจะถือว่าเขาเมตตาสงสารให้อาหารหมาหลงทางอย่างแก แต่จำเอาไว้ว่าต่อไปนี้ เขาไม่มีทางเอาแกอีกแน่”
“ครับ ถ้าคุณเชื่ออย่างนั้น รีบกลับไปสิ จะห่วงอะไรจริงมั้ย”
“ฉันรู้นะ...ว่าแกจงใจทำให้ฉันกับเปลวผิดใจกัน ฉันไม่โง่เชื่อแกหรอก” คนเมืองสะบัดหน้าเดินจากไปทิ้งไว้เพียงรอยยิ้มบนใบหน้าสวย ข้าวเหนียวปั้นเล็กถูกเล็มแทะกินจนหมดในเวลาอันสั้น
“ความเชื่อใจเป็นสิ่งที่สร้างได้ยาก...แต่ทำลายได้ง่ายนิดเดียว นายเปลว ผมต้องรู้ให้ได้ว่าคุณซ่อนความลับอะไรเกี่ยวกับตัวผมเอาไว้”
